คุณธรรมหรือหลักธรรมของศาสนาชินโต และคุณค่าของศาสนาชินโตนี้ เป็นสิ่งที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ แต่คนเขียนมีความมุ่งหมายที่จะแยกทั้งสองให้ออกจากกัน เมื่อคำหนึ่งว่าคุณธรรมนี้ ให้ความรู้สึกแคบกว่าคุณค่าทั้ง “คุณธรรม” และ “คุณค่า” เกี่ยวข้องกับความคิดและการปฏิบัติของความดีและความเลว และเกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบทางศีลธรรมในด้านวัฒนธรรมโดยเฉพาะแต่ “คุณค่า” ยังมีความหมายหนักไปทางด้านเกี่ยวข้องกับคุณค่าของมนุษยชาติอันเป็นสิ่งที่พึงประสงค์ ซึ่งไม่ใช่ความสนใจทางด้านวัตถุดังนั้น “คุณค่าของศาสนาชินโต” จึงแสดงถึงวัฒนธรรมของคนญี่ปุ่นโดยทั่วไป
ชินโตศาสนาของญี่ปุ่น
วันพฤหัสบดีที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
คุณค่าของศาสนาชินโต
วันพุธที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ความหมายของ "ชินโต"
เป็นเวลาหลายร้อยปีที่เดี่ยว ที่ประเพณีและการปฏิบัติทางศาสนาของญี่ปุ่นนั้น เป็นหน้าที่อำนาจจัดกันเองตามลำพังภายในกลุ่มขุนนางตระกูลต่างๆ ไม่มีการเขียนเป็นลายหลักอังษรไว้ และไม่มีชื่อเรียกอีกด้วย
" คำว่าชินโต " เพิ่งนำมาใช้ในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นประมาณพันกว่าปีนี้เอง ช่วงกลางศตวรรษที่หก "ชินโต"ปรากฎอยู่ในหนังสือนิฮอนงิ ที่เขียนขึ้นประมาณ ค.ศ.720 ซึ่งได้รวบรวมความเป็นมาและประวัติศาสตร์โบราณของญี่ปุ่นไว้ หนังสือเล่มนี้ได้อ้างถึงรัชสมัยของจักรพรรดิโยเมอิ ค.ศ.585-587 ว่า "จักรพรรทรงเชื่อในกฎเกณฑ์ของพระพุทธเจ้า และมีความเชื่อถือในเส้นทางของพระเจ้าทั้งหลาย" เส้นทางของเทพเจ้าทั้งหลายนั้น ได้รับคำอธิบายว่ามันคือ "ชินโต" นั้นเอง นอกจากนั้นยังปรากฎคำนี้เองในสมัยจักรพรรดิ โคโตกุ ราวกลางศตวรรษที่7
อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่ายังไม่มีการใช้คำ "ชินโต" จนกระทั้งเมื่อศาสนาพุทธ เต๋า และขงจื๊อ ได้ถูกเผยแพร่เข้ามาในญี่ปุ่นวนศตวรรษที่6 "ชินโต" จึงปรากฎขึ้นด้วยเจตนาที่จะแยกให้เห็นและเข้าใจความแต่งต่างของวัฒนธรรมดั้ง เดิมของญี่ปุ่นและวัฒนธรรมใหม่อันเป็นของต่างชาติ ในเมื่อราวชาวพุทธให้ชื่อความเชื่อของตนว่า "ทางของพระพุทธเจ้า"
ลัทธิ เก่าของญี่ปุ่นก็ได้ถูกขนานนามบ้างว่า "ทางของเทพเจ้าทั้งหลาย" อีกประการหนึ่ง เมื่อญี่ปุนได้ขอยืมตัวหนังสือจีนมาใช้ คำว่า "โต" ก็เพี้ยนมาจาก เตา หรือ เต๋่า ซึ่งแปลว่า "ทาง" ของจีนอันมนุษย์ต้องกำเนิดชีวิตไปตามเส้นทางนั้นเอง เพื่อให้หมายถึงเส้นทางของเทพเจ้าหรือเส้นทางของมนุษย์นั่นเอง
" คำว่าชินโต " เพิ่งนำมาใช้ในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นประมาณพันกว่าปีนี้เอง ช่วงกลางศตวรรษที่หก "ชินโต"ปรากฎอยู่ในหนังสือนิฮอนงิ ที่เขียนขึ้นประมาณ ค.ศ.720 ซึ่งได้รวบรวมความเป็นมาและประวัติศาสตร์โบราณของญี่ปุ่นไว้ หนังสือเล่มนี้ได้อ้างถึงรัชสมัยของจักรพรรดิโยเมอิ ค.ศ.585-587 ว่า "จักรพรรทรงเชื่อในกฎเกณฑ์ของพระพุทธเจ้า และมีความเชื่อถือในเส้นทางของพระเจ้าทั้งหลาย" เส้นทางของเทพเจ้าทั้งหลายนั้น ได้รับคำอธิบายว่ามันคือ "ชินโต" นั้นเอง นอกจากนั้นยังปรากฎคำนี้เองในสมัยจักรพรรดิ โคโตกุ ราวกลางศตวรรษที่7
อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่ายังไม่มีการใช้คำ "ชินโต" จนกระทั้งเมื่อศาสนาพุทธ เต๋า และขงจื๊อ ได้ถูกเผยแพร่เข้ามาในญี่ปุ่นวนศตวรรษที่6 "ชินโต" จึงปรากฎขึ้นด้วยเจตนาที่จะแยกให้เห็นและเข้าใจความแต่งต่างของวัฒนธรรมดั้ง เดิมของญี่ปุ่นและวัฒนธรรมใหม่อันเป็นของต่างชาติ ในเมื่อราวชาวพุทธให้ชื่อความเชื่อของตนว่า "ทางของพระพุทธเจ้า"
ลัทธิ เก่าของญี่ปุ่นก็ได้ถูกขนานนามบ้างว่า "ทางของเทพเจ้าทั้งหลาย" อีกประการหนึ่ง เมื่อญี่ปุนได้ขอยืมตัวหนังสือจีนมาใช้ คำว่า "โต" ก็เพี้ยนมาจาก เตา หรือ เต๋่า ซึ่งแปลว่า "ทาง" ของจีนอันมนุษย์ต้องกำเนิดชีวิตไปตามเส้นทางนั้นเอง เพื่อให้หมายถึงเส้นทางของเทพเจ้าหรือเส้นทางของมนุษย์นั่นเอง
ความเป็นมาของศาสนาชินโต
ตำนานของศาสนาชินโตได้กล่าวไว้ว่า ในเบื้องแรกได้เกิดสภาพวิกฤติการณ์ปั้นป่วนวุ่นวายของมหาสมุทรโคลนในความมืด ครั้นแล้วก็มีคามิ 3 องค์ปรากฏกายขึ้นมา ต่อมาก็มีคามิองค์อื่นที่กำบังตนเองไว้มิให้เห็นเกิดขึ้นด้วย ในที่สุดเทพ อิซานางิ,โนะ,คามิ หรือ พระผู้อัญเชิญ และเทพีอิซานามิ หรือพระนางผู้อัญเชิญ ถือกำเนิดขึ้น เทพทั้งสองได้รับมอบหมายโอการมาสร้างความเป็นปิกแผ่นและให้กำเนิดแก่พื้นแผ่นดินเบื้องล่าง เชื้อสายของคามิทั้งสองมีอยู่มากมาย แต่ที่มีชื่อเสียงที่สุดในตำนานของญี่ปุ่นได้แก่ พระนางอามาเตราสุ-โอ-มิ-คามิ ผู้ปกคลองสรวงสรรค์ และเทพซูซาโนโอ-โนะ-มิโกโต ผู้ปกครองแผ่นดิน ตำนานยังดำเนินเรื่องต่อมาจนถึงเทพนินิงิ ผู้ทรงเป็นพระปนัดดาของพระนางอามาเตราสุ ซึ่งได้เสด็จลงมายังปผ่นดินและทรงเป็นบรรพบุรุษของจักรพรรดิองค์แรกแห่งชนชาติญี่ปุ่น คือพระเจ้าจิมมูเทนโน (660 ปีก่อนคริสตศักราช) ดังนั้น ประมาณศตวรรษที่3 และที่4 ต่อมา บรรดาประมุขของพวกยามาโตก็มิได้เป็นแต่เพียงผู้นำมางการเมืองการปกครองเท่านั้น ยังได้ดำรงตำแหน่งเป็นประมุขทางศาสนาที่นับถือเทพีอามาเตราสุเป็นปฐมวงศ์อีกด้่วย ทั้งอ้างว่าพวกตนสืบเชื่อสายโดยตรงจากเทพีอามาเตราสุ ทำให้กำเนิดความเชื่อถือในสถาบันจักรพรรดิ ว่ามีกำเนิดมาจากเทพเจ้า แล้วจึงค่อยๆ มีการพัฒนาความเชื่อว่าคนญี่ปุ่นนั้นเป็นลูกหลานของเทพเจ้า
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)